เครื่องเทศหลักๆในอาหารอินเดีย

อาหารอินเดียหลากหลายเมนูมีส่วนประกอบของเครื่องเทศจำนวนมาก เพื่อให้มีรสชาติและกลิ่นที่หอมชวนน่าทานทีนี้มีเครื่องเทศชนิดใดบ้างที่นำมาประกอบอาหารเพื่อให้มีรสชาติที่หอมชวนน่าทานของอาหารอินเดีย

– กานพลู มีลักษณะคล้ายกับดอกไม้ขนาดเล็ก คล้ายกับไม้ขีดไฟมีลักษณะกลม นิยมนำกานพลูมาตากแห้งและนำมาเป็นส่วนผสมของอาหารประเทศแกงต่างๆ กานพูลนั้นเมื่อโดนความร้อนจะเป็นนำมันหอมระเหยซึ่งจะส่งกลิ่นออกมาเมื่อคลุกเคล้ากับอาหาร นอกจากนี้กานพูลมีสรรพคุณช่วยในเรื่องลดอาการปวดฟัน

– ขิง ขิงไม่ได้เป็นเครื่องเทศเฉพาะในอาหารอินเดียเท่านั้น ขิง ยังเป็นเครื่องเทศที่นำมาประกอบอาหารในหลากหลายพื้นที่ อย่างเช่น จีน จะนำขิงมาต้มเป็นน้ำขิงหรือนำมาตากแห้งทำให้ยาโบราณ สำหรับในประเทศไทยนั้นนิยมนำขิงมาประกอบอาหารประเภท ต้มยำ, ต้มข่า เพราะช่วยให้มีกลิ่นหอมชวนน่าทาน

– ขมิ้น เป็นเครื่องเทศที่นิยมใช้อย่างมาก สำหรับอาหารอินเดียจะนำขมิ้นมาใช้เป็นส่วนประกอบแกงกะหรี่ต่างๆ สำหรับในประเทศไทยนั้นขมิ้นถือว่าเป็นเครื่องเทศทางแวดวงความงาม ขมิ้นช่วยในเรื่องของการขัดผิวให้ผ่อง ขัดเซลล์สกปรกออกจากผิวหนัง นอกจากนี้ขมิ้นยังช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหารอีกด้วย

– จูนิเพอร์ เป็นเครื่องเทศอินเดียชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นเม็ดคล้ายๆกับพริกไทยดำ ส่วนใหญ่คนอินเดียจะนำ จูนิเพอร์ มาใช้หมักเนื้อสัตว์เพื่อกลิ่นคาวและกลิ่นสาบ

– พริก ต้องบอกว่าพริกเป็นส่วนหนึ่งของอาหารทุกชาติในโลกพริกช่วยให้รสชาติอาหารมีความเผ็ด จัดจ้าน รวมถึงช่วยในเรื่องสีสัน สำหรับอาหารอินเดียนั้นพริกถือว่าเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารอย่างมาก ซึ่งไม่ใช้เพียงอาหารอินเดียเท่านั้นอาหารไทยยังมีพริกเป็นส่วนประกอบด้วย…

เครื่องเทศของอาหารอินเดีย

อาหารอินเดียนั้นเรามักจะคุ้นเคยเรื่องของเครื่องเทศต่างๆที่ใส่ไปในอาหารเครื่องเทศพวกนี้ล้วนเป็นสมุนไพรที่หาได้ทุกพื้นที่ทั่วอินเดีย อาหารอินเดียนั้นอุดมไปด้วยรสชาติ, กลิ่น, สีสันของเครื่องเทศ นั้นทำให้อาหารอินเดียกลายเป็นอาหารที่มีหลากสีสันอย่างมากแต่ละจานนั้นล้วนประกอบด้วยเครื่องเทศที่ผู้ประกอบอาหารนั้นนำมาประชันกันสุดฤทธิ์ เครื่องเทศนั้นจัดว่าเป็นรสเสน่ห์อันจัดจ้านของโลกตะวันออก สามารถทำให้อาหารน่าทานบวกกับกลิ่นเครื่องเทศที่หอมชวนน่าทาน สำหรับประทศไทยนั้นก็มีอาหารที่ใช้เครื่องเทศมาประกอบอาหารเช่นกัน แต่จะมีจัดจ้านเท่ากับอาหารอินเดีย

อาหารอินเดียมีการใส่เครื่องจำนวนมากเพื่อให้มีกลิ่นที่หอมเพราะเครื่องเทศทำหน้าที่ช่วยเรียกน้ำย่อย ทำให้มีรสชาติและกลิ่นที่หลากหลายอย่างมาก ทำให้อาหารอินเดียจึงมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากอาหารชาติอื่นๆ เครื่องเทศนั้นถือว่าเป็นสมุนไพรอย่างหนึ่งตามความเชื่อของชาวอินเดีย บางชนิดมีสรรพคุณทางยา เครื่องเทศนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเจริญอาหารได้ดี ในวงการแพทย์นั้นถือว่าเครื่องเทศเป็นยา เพราะบางชนิดนั้นมีผลวิจัยยืนยันแล้วว่าดีต่อสุขภาพจริง แต่ถึงเราจะไม่ให้ความสำคัญเชิงสรรพคุณทางยาเป็นหลัก ซึ่งเครื่องเทศถือว่ามีความสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างอาหารได้อย่างดี นั่นคือเหตุผลว่าทำไมอาหารอินเดียนั้นมีส่วนประกอบเครื่องเทศเป็นหลัก อาหารอินเดียบางชนิดอาจมีรสชาติที่เลี่ยนมากดังนั้นการนำเครื่องเทศมาใส่ในอาหารจะช่วยลดความมันและเพิ่มความหอมลงไป อาหารไทยบางชนิดก็นำเครื่องเทศมาเป็นส่วนผสม ซึ่งไม่มากเท่ากับของอินเดีย…

อาหารอินเดียแจ่มจริง

อาหารอินเดียแบ่งหลักๆ มีสองประเภทคือ มังสะวิรัต กับทานเนื้อสัตว์ได้ ทานเนื้อสัตว์ได้ก็มี ทานเนื้อวัวได้กับไม่ได้เพราะ มีมุสลิมอยู่ด้วยอย่างแคชเมียร์และนิวเดลี และก็แบ่งตามภาคอย่าง อินเดียเหนือ ใต้ อีสาน ตะวันตก มีสี่ภาค

 

– อาหารพวกแป้ง มี จาปาตี(แป้งสีน้ำตาล) นัน(แป้งสีขาว มีทั้งนันธรรมดา,บัตเตอร์,มัซซาล่านัน) โรตี(ก็เห็นได้จากบ้านเราเป็นแป้งใส่ไข่ไก่หรือเป็ด), ปุรี(คล้ายนันแต่นำไปทอด) และก็จะมีคล้ายกระทงทองบ้านเรา ทำจากแป้งสาลีผสมแป้งมันฝรั่ง เวลาทานต้มมันฝรั่ง สี่เหลี่ยมลูกเต๋าและถั่วต่างๆใส่กระทง ราดน้ำจิ้ม คูมินท์น้ำมะนาวเกลือพริกไทยนิดหน่อยน้ำตาลพอปะแล่ม

 

-ของว่าง ก็มีปาปะดัม แป้งจะหนาคล้ายกะหรี่พั๊ฟ บ้านเรา ใส่ก็คล้ายกันเพียงเพิ่มพริกป่นและมัซซาล่า ,บาเยียทอดมันถั่ว จะเพิ่มอร่อยกว่าของมุสลิมบ้านเรา ตรงที่ตัวทอดมันนี้ใส่หอมใหญ่และใบกระเทียม พร้อมเทียนข้าวเปลือกคั่วแล้ว และน้ำจิ้มใช้น้ำมะขามเปียกกวนอย่างนำปลาหวานแต่ไม่ใส่น้ำปลา ใส่พริกชี้ฟ้า ,ทอดมันมันฝรั่ง ก็เหมือนบาเยียเพียงแต่ใช้มันเป็นเนื้อแทนถั่วเขียวเลาะเปลือก และต้องชุบแป้งโกกิเพื่อไม่ให้แตก ,ซาโมซ่า ใช้แป้งคล้ายเปาะเปี๊ยะทอดสว่นใส่แล้วแต่ชอบ

 

– พวกเครื่องจิ้ม จะแบ่งเป็น ชัตนี่ กับ ดิปชัตนี่จะเป็นน้ำจิ้มที่ทำจากผลไม้ใส่รวมสามอย่าง ปรุงรสด้วยน้ำส้มสายชูและน้ำตาล ใส่พริกชี้ฟ้าตำกับเกลือ นิดหน่อยถ้าขี้เกียจกวนผลไม้ถึงหนึ่งชั่วโมง แนะนำให้ใช้ผลไม้สุกมากๆผสมกับแยม สว่นดิป คือเครื่องจิ้มสด ใช้โยเกิร์ตธรรมชาติ ผสมกับแตงกวาหรือกล้วย มะม่วงสุก โรยเกลือคน ใส่น้ำตาลหน่อย บีบมะนาว โรยด้วย สาระแหน่ซอยและผงมัซซาล่าหรืออบเชยจะทานแกล้มอาหารหลัก หรือ ใช้ทานกับของทอด เอาพวกข้าวเกรียบ มาจิ้มก็ได้

 

– พวกแกงถั่ว จะมีดาล เลนทิลชิคพี เป็นแกงกะหรี่ถั่ว ใส่นมแทนกะทิ ใส่ผงมัซซาล่าและกะหรี่ ใส่พริกป่น โรยผักชี ก็ทานได้แล้ว

 

– ข้าวชาวอินเดียก็ทาน เป็นพันธ์เหมือนข้าวเจ้าหอมมะลิบ้านเรา หรือบามาสติ จะหุงคล้ายข้าวหมกเราแต่ ข้าวหมกเราใส่กระวาน แต่ที่นี่นิยมหญ้าฝรั่น ก้านอบเชย ผงขมิ้น

 

– นอกจากนี้จะมีผัดฝักกระเจี๊ยบ มะเขือยาว ดอกกะหล่ำ อันนี้ต้องขอโทษทำไม่เป็น

 

– อาหารที่ปรุงจากเตาทันดูรี หรือเตาโอ่งบ้านเรา โดยจะใช้พวกโรตีแปะผิงไว้ที่เตาด้านใน และที่ใส้ถ่านคือ ก้นเตา ส่วน ไก่ แกะ นั้นจะย่างโดยการเสียบไม้ที่ค้ำจากก้นเตาถึงปากเตาโอ่ง เตานี้จะคล้านโอ่งบ้านเรา จึงเห็นหลังร้านอาหารอินเดียหลายแห่งใช้โอ่งพอกซีเมต์เป็นเตาแทน

 

– ส่วนเครื่องดื่มยอดนิยม ก็คือชาใส่นม และเครื่องเทศ ที่นี้ไม่พ้นคือมัซซาล่า อบเชย ขิง หญ้าฝรั่น คาดามอม พวกนี้นิยมมาก ส่วนอีกอย่างหาข้างทางในอินเดียค่อนข้างยากคือ ลาซซี่ เป็นนมโยเกิร์ตปั่นกับน้ำแข็งจนเหมือนมิลเชคโรยผง ต่างๆที่ใส่ชาก็ดื่มเป็นเครื่องดื่มเย็น อย่างหน้านี้ทานอาหารอินเดียไม่ควรพลาด

มีอีกอย่าง แต่ต้องในโรงแรม5ดาวคือ ชากุหลาบ ซึ่งมีทั้งร้อนและเย็นไม่ใส่นม รวมทั้งชาใบมิ้มนสดด้วยมีที่ พวกเชื้อสายเมโสโปเตเมียอยู่ปัจจุบัน ไปดีงที่ตุรกี และโมรอคโคแทน

 …

อาหารเขตอินเดียใต้

 อินเดียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมในแต่ละภูมิภาค ซึ่งมีอาหารจานพิเศษเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง ความแตกต่างอาจจะมาจากวัฒนธรรมท้องถิ่น และภูมิศาสตร์ว่าอยู่ใกล้กับทะเล ทะเลทราย หรือภูเขา รวมทั้งสถานะทางเศรษฐกิจ อาหารอินเดียนี้ยังขึ้นตามฤดูกาลอีกด้วยสำหรับส่วนผสมที่เป็นของสดซึ่งเอกลักษณ์ของอาหารในอินเดียใต้ก็คือถั่วเลนทิส (lentil) ในขณะที่ภูมิภาคเหนือขึ้นไปนิยมใช้ถั่วดาล รสชาติอาหารทางใต้จะออกรสเปรี้ยวกว่าทางเหนือ แต่ที่เหมือนกันทั้งทางเหนือและทางใต้คือจะนิยมใส่ผง Masala ในอาหารแทบทุกชนิด อย่างที่เรามักจะได้กลิ่นอาหารแขกส่วนใหญ่ก็เป็นกลิ่นมาซาล่านี่เองลองมารู้จักกับอาหารเช้าบางส่วนที่ ชาวอินเดียทางตอนใต้ชอบรับประทานกัน

Puri Set (ปุริ เซ็ท)ประกอบไปด้วยแป้งทอดกลมๆ เวลาทอดใหม่ๆ มันก็จะพอง อย่างที่เห็นในภาพ คนอินเดียเขาเรียกว่า ‘ปุริ’ เขาจะกินจิ้มกับแกงที่มีส่วนผสมของมันฝรั่ง และก็ถั่วเหลือง จะมีลักษณะข้น ทำให้จิ้มง่าย ถือว่าเป็นอาหารเช้าที่ไม่ค่อยเผ็ดเหมือนเมนูอื่นๆ

Masala Dosa (มาซาล่า โดซะ)รูปร่างลักษณะจะคล้ายเครปบ้านเรา แต่รสชาติต่างกันมาก ด้านในจะมีไส้มันฝรั่งผัดกับเครื่องเทศ คนอินเดียเขาจะกินจิ้มกับแซมบ้า (แกงสีแดง) กับ ชัดนี่ (สีขาว) ชัดนี่รสชาติจะออกมันๆ เพราะทำจากมะพร้าวนั่นเอง

Vada and Idli (วาดะ และ อิดลี่)วาดะ ดูแล้วอาจจะเหมือนโดนัท แต่จริงๆ ไม่ใช่เลย รสชาติไม่เหมือน แถมวิธีกินก็ไม่เหมือนอีกต่างหาก เพราะเขาก็จะกินจิ้มกับ แซมบ้า และ ชัดนี่ นั่นเอง ตัวแป้งก็จะคล้ายๆ กับแป้งที่ใช้ทำ อิดลี่ เพียงแต่เขาเอามันมาทอดเท่านั้นเอง (อิดลี่ ก็คือแป้งที่เป็นรูปร่างขาวๆ กลมๆ) จะว่าไป วาดะ เขาถือว่าเป็นพี่น้องกับอิดลี่เลย เพราะชาวอินเดียเขามักจะสั่งมากินร่วมกันเสมอ

Tomato Rice (ข้าวผัดมะเขือเทศ)เมนูอาหารเช้าที่เป็นเมนูข้าวก็มีสำหรับอินเดียใต้ แต่อาจจะได้รับความนิยมน้อยกว่าเมนูอาหารด้านบน เมนูนี้คือข้าวผัดมะเขือเทศ ที่ผัดกับเครื่องเทศแบบอินเดียใต้นิดหนอ่ย หน้าตาอาจจะดูธรรมดา แต่รสชาติอร่อยทีเดียว

 …

บิริยานี่ (Biryani)

 บิริยานี่ (Biryani) คือข้าวหมกไก่หรือข้าวหมกเนื้อแพะ (คนอินเดียกินไก่กับแพะเป็นหลัก เนื้ออย่างอื่นแทบจะไม่กินเลย) สูตรบิริยานี่จานที่มีชื่อเสียง ต้องเป็นสูตรบิริยานี่ของเมืองไฮเดอราบัด ซึ่งได้ชื่อตามเมืองไฮเดอราบัด ในรัฐอานธรประเทศที่ว่ากันว่า ทำบิริยานี่ได้อร่อยเหาะแซปที่สุดในโลก บิริยานี่จัดเป็นอาหารจานเนื้อ (non- vet) พบได้ทั่วไปทั้งไก่และแพะแต่ถ้าไม่อยากกินเนื้อสัตว์และไม่เคร่งครัดนัก เลือกบิริยานีไข่ต้มก็ได้ สีของบิริยานีจะออกโทนน้ำตาลจากเครื่องเทศ ไม่เหลืองจัดเหมือนข้าวหมกที่คนไทยคุ้นเคย แต่ได้รสของเครื่องเทศร้อนแรงที่คลุกเคล้ามาอย่างเมามัน เครื่องเคียงที่เสริฟ์มาพร้อมกันคือไรธะ (นมเปรี้ยวผสมหอมแดงซอย) และเครื่องปรุงที่เป็นน้ำสีน้ำตาลในถ้วยโลหะ ส่วนใหญ่ร้านที่ขายบิริยานี คือร้านมุสลิม จึงจะได้รสชาติบิริยานี่แท้ๆ นักเรียนไทยนิยมเมนูกันมาก เพราะกล้อมแกล้มว่าคล้ายอาหารไทยมากที่สุดบางร้านที่ขายบิริยานี่อาจมีเมนู ไก่ทันดูริซึ่งเป็นไก่ย่างแห้งๆ สีแดงๆ โดยวิธีอบในโอ่งดินเผา แบบทางอินเดียเหนือให้ลิ้มลองด้วย รสชาติชวนให้คิดถึงไก่ย่างน้ำตกบ้านเรา (แต่ไม่ยักมีข้าวเหนียวส้มตำ) อีกเมนูหนึ่งคือ ไก่ 65 เป็นไก่ทอดผสมเครื่องเทศแบบกรอบนอกนุ่มใน อร่อยอย่าบอกใครเชียว ยังไงถ้ามีโอกาศอย่างลืมไปลิ้มลองบิริยานี่กันดูนะคะ ไม่แน่ใจว่าในไทยมีไหมถ้าลองแล้วชอบไม่ชอบอย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังด้วย ยังไงวันนี้ขอจบรีวิวเพียงเท่านี้ก่อนนะคะ ขอบคุณคะ…

ชาของประเทศอินเดียหอมๆ

 ชาวอินเดียเป็นชนชาติหนึ่งในภูมิภาคเอเชียที่นิยมการดื่มชา ไม่อากาศว่าจะหนาวหรือร้อนเพียงใดก็ตาม เวลาบ่ายแก่ๆ ของวันก็ยังเป็นเวลาน้ำชาของพวกเขา ความนิยมในการดื่มชาของคนอินเดียคงจะประมาณได้จากจำนวนร้านขายน้ำชาที่มีอยู่บนถนนแทบจะทุกสายในอินเดีย หรือแม้แต่ร้านขายชาผงที่ในแต่ละวัน จะมีคนเข้าแถวรอซื้อกันยาวเหยียดเหมือนของได้เปล่า คอชาคงมีความสุขถ้าได้ไปอินเดียเพราะสามารถหาชาที่มีรสชาติดีดื่มได้ง่ายแถมราคาถูกอีกด้วย แต่คงเป็นความทุกข์ของคอกาแฟเพราะร้านกาแฟหายากมากอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

ท่านที่มีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรสชาอินเดียคงจะไม่ปฏิเสธว่าชาอินเดียมีรสชาติดี ไม่แพ้ชาที่อื่นๆในโลก แต่สำหรับท่านที่ไม่มีโอกาสได้ไปชิมชาที่อินเดียก็ไม่เป็นไร เพราะวันนี้เราจะแนะนำวิธีการชงชาให้อร่อยในแบบของอินเดีย ก่อนจะชงชาแบบอินเดีย เราควรเตรียม…

ส่วนผสมให้พร้อมเสียก่อนซึ่งก็ ได้แก่

  1. ชา คุณภาพดี ชาที่ใช้ถ้าจะให้อร่อยแบบต้นตำรับควรเป็นชาดำ จะเป็นชาผง หรือว่าชาใบ ก็ได้ เช่น ชาดาร์จีลิ่ง (Darjeeing) หรือ ชาอัสสัม (Assam)
  2. นมสด
  3. น้ำเปล่า (ถ้าต้อง)
  4. ขิงสด
  5. เครื่องเทศต่างๆ ได้แก่ ลูกกระวานเทศ, อบเชย, เม็ดยี่หร่า, เม็ดพริกไทยดำ, กานพลู

เมื่อรู้จักส่วนผสมครบแล้วเราก็เริ่มลงมือทำ

  1. เริ่มด้วยการต้มนมที่ผสมกับน้ำในอัตราส่วนประมาณ 2:1 ส่วน ที่ต้องผสมน้ำลงไปก็เพราะ ไม่ต้องการให้ชาที่ชงได้ข้นมากจนเกินไปนั่นเอง (แต่ถ้าต้องการดื่มชาที่มีความเข้มข้นของนม ก็สามารถต้มนมอย่างเดียวโดยไม่ต้องผสมน้ำได้เหมือนกัน)
  2. เมื่อนมเดือดได้ที่ดีก็เติมผงชาลงไปประมาณ 2 – 3 ช้อนชา หรือถ้าใครชอบชาแก่ๆ ก็ใส่ผงชาลงไปอีกได้ เคล็ดลับที่ไม่ควรลืมในขั้นตอนนี้ก็คือ ต้องรอให้นมที่ต้มเดือดได้ที่ก่อนจึงใส่ผงชาลงไป มิฉะนั้นชาจะไม่แตกตัวซึ่งจะทำให้เสียรสชาติ
  3. พอชาแตกตัวดีซึ่งก็สังเกตได้จากสีของน้ำนม จะเริ่มกลายเป็นสีออกนั้นตาลของชา คุณก็ใส่น้ำตาล หรือน้ำผึ้ง ลงไปมากน้อยตามต้องการ
  4. จากนั้นก็หรี่ไฟแล้วคนจนน้ำตาลละลาย ต่อจากนี้เป็นสูตรเด็ดเคล็ดลับขั้นสุดท้าย คือเพิ่มไฟให้แรงอีกนิดใส่ ขิงทุบ และเครื่องเทศที่ทุบแล้ว ลงไปแล้วรอจนชาเดือดแรงๆ อีก 2-3 ครั้ง เพื่อให้กลิ่นของ ขิง และเครื่องเทศ ออกมาปนกับชา
  5. จากนั้นหรี่ไฟแล้วต้มต่อไปอีกประมาณ 2-3 นาทีก็ยกลงได้ ใช้ตระแกรงกรองผงชา ขิง และเครื่องเทศต่างๆออกให้หมด เท่านี้คุณก็จะได้ “ชาร้อน” หรือที่ชาวอินเดียเรียกว่า “ครัมจาย” ที่มีรสชาติหวานหอม กลมกล่อม ใช้ดื่มร่วมกับขนมไทย ขนมฝรั่ง เป็นของว่างยามบ่ายได้อย่างอร่อยไม่น้อยทีเดียว

ถึงแม้การชงชาแบบอินเดียจะมีขั้นตอนและเคล็ดลับยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ถ้าท่านได้ลองทำดูก็จะรู้ว่าชาที่ผ่านขั้นตอนการปรุงแต่งในแบบของอินเดีย มีรสชาติที่รับรองได้ว่าดีกว่าชาซองใส่นมสด หรือแม้แต่ชาผสมสำเร็จ ทรี อิน วัน ของไทยอย่างแน่นอน…

ขนมอินเดียราสมาลัย

ขนมอินเดีย ส่วนใหญ่ทำจากนม กวนกับน้ำตาล แล้วแยกใส่ ถั่วหรือแป้ง หรือมะพร้าวขูดก็จะ แยกได้เป็นอย่างๆ มีที่แม้จะเป็นเบาหวานก็น่าลองคือ กูลาบแบโรส แล้วก็ขนมสีขาวตัวเนื้อคล้ายคอตเตจชีสต้มกับนมสด ใส่น้ำเชื่อมเวลาทานโรยถั่วอัลมอลล์ ผงอบเชยอันนี้ไม่หวานจัด

ส่วนอินเดียก็มีสลัดคือ เอาแตงกวา มะเขือเทศ หอมใหญ่ มาใส่น้ำสลัดทำคล้ายน้ำอาจาด บ้านเราโรยผักชีและสาระแหน่ ทานกับพวกของทอด ย่างด้วย

ราสมาลัย (Rasmalai) เป็นขนมหวานในแถบอินเดียทางตอนเหนือ มีลักษณะเป็นก้อนชีสแช่ในนม ทำจากแป้งนุ่มหอมสูตรพิเศษที่ทำจากชีสและนม อาจจะโรยหน้าด้วยแผ่นเงินที่สามารถทานได้ ราดราสมาลัยซอส เพิ่มความมันด้วย ถั่วพิตาชิโอ อัลมอน คาราเมล ก็เพิ่มความอร่อยได้ไม่น้อย

ราสมาลัย (Rasmalai) มีลักษณะจะคล้ายๆบัวลอยของไทยเรา ลอยอยู่ในน้ำนม ถ้าแช่ในตู้เย็นแล้วเอาออกมาทานจะหอมมากๆ ผู้คนชาวอินเดียวนิยมถวายพระกฤษณะเสียเป็นส่วนใหญ่

ข้อแนะนำอีกนิดนึงสำหรับขนมอินเดียชนิดนี้คือ ถ้าจะซื้อขนมอินเดียแบบชนิดที่เป็นน้ำ เมื่อซื้อมาแล้วควรจะรีบเก็บเข้าตู้เย็นทันที อย่าปล่อยไว้ในที่อุณหภูมิสูงนานๆ เนื่องจากเมืองไทยมีอากาศร้อน ถ้าไม่รีบนำขนมเข้าตู้เย็น ขนมจะเสียได้ง่ายมากเห็นหน้าตาของขนมราสมาลัยแล้วก็คล้ายๆกับขนมไทยบ้างเราเหมื่อนกันนะคะ ยังไงถ้าใครได้มีโอกาสรับประทานอาหารอินเดียก็อย่าลืมสั่ง ขนม ราสมาลัยเป็นอีกเมณูที่น่าสนใจเลยทีเดียว…

ขนมอินเดีย

ขนมอินเดีย  ส่วนใหญ่มีรสชาติที่หวานจัด ดังนั้นจึงแนะนำให้ทานชาเข้าไปด้วยถึงจะแก้เลี่ยนได้

ขนมหวานแบบอินเดียนั้นชาวซิกข์กินได้ ชาวฮินดูก็กินได้ ส่วนชาวไทยต้องลองชิม เช่น ขนมลัดดูหรือโมทกะ ซึ่งเป็นขนมที่ใช้บูชาพระพิฆเณศ ทำจากแป้งถั่วปั้นกลม ซึ่งก็คือแป้งจะนา ทอดในน้ำมันเนย จากนั้นใส่น้ำตาลหรือน้ำเชื่อมแล้วทอดต่อจนสุก หรือลัดดูแบบนึ่งที่ทำจากแป้งข้าวเจ้าก็มี ซึ่งจะใช้มะพร้าวคลุกน้ำตาลปี๊บกับหญ้าฝรั่นเป็นไส้ ลองสังเกตดูดีๆ จะพบว่าท่านเป็นเทพองค์เดียวเท่านั้นที่ถือขนม แสดงว่าทรงโปรดลัดดูหรือที่ชาวแขกออกเสียงว่า “หล่าดู๊”

กุหลาบจามุน (KulabJamun) ก็เป็นขนมอีกอย่างที่ไม่ควรพลาด ขนมนี้ทำจากแป้งผสมนม ปั้นกลมๆ ทอดในเนยกี (Ghee) จากนั้นทำน้ำเชื่อมโดยใส่ลูกกระวานและน้ำดอกไม้เทศ พอน้ำเชื่อมอุ่นก็เทใส่กุหลาบจามุนที่ทอดไว้แล้ว เวลากินแนะนำว่าต้องกินคู่กับน้ำชา เพราะขนมชนิดนี้มีรสชาติหวานมาก ต้องค่อยๆ ลองชิมลองกินทีละน้อยๆ ขนมที่สามารถซดน้ำได้แบบอินเดียก็มี เช่น ราสมาลัย (Rasmalai) มีลักษณะเป็นก้อนชีสแช่ในนม ชีสอินเดียหรือปะนีร์ (Panir) จะมีเนื้อแน่นคล้ายกับเต้าหู้ ส่วนนมปรุงรสทำจากนม หรือครีมต้มกับน้ำตาล และผงกระวาน ขนมราสมาลัยนี้ก็ต้องค่อยๆ กินเช่นกัน เพราะถ้ากินมากอาจออกอาการอวบโดยไม่รู้ตัวได้

ปัจจุบันขนมอินเดีย มีการดัดแปลงไปจากสูตรเดิมมาก การที่จะได้รับประทานขนมหวานสูตรดั้งเดิมจริงๆ อาจจะยากสักหน่อย ซึ่งถ้าใครที่ต้องการลิ้มรสขนมอินเดียที่เป็นสูตรต้นตำรับจริงๆ อาจจะต้องวานเพื่อนชาวอินเดียที่เคยได้ชิมรสชาติแบบดั้งเดิมนั้น ให้ช่วยหามาให้ทานน่าจะดีที่สุด…