แม่น้ำคงคา แม่น้ำอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินเดีย

แม่น้ำคงคา เป็นแม่น้ำสายสำคัญของอินเดียซึ่งมีต้นน้ำมาจากเทือกเขาหิมาลัยและไหลผาดผ่านตั้งแต่ทางภาคเหนือของอินเดียและเทือกเขาหิมาลัยไหลลงมายังทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียไปทางตะวันออก และไหลลงรวมกับแม่น้ำพรหมบุตรที่บังกลาเทศและไหลออกสู่อ่าวเบงกอลในมหาสมุทรอินเดีย รวมความยาวทั้งสิ้น 2,510 กิโลเมตร แม่น้ำคงคาจัดว่าเป็นแม่น้ำที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวฮินดู ซึ่งจะมีพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในแม่น้ำแห่งนี้โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆของอินเดียที่แม่น้ำไหลผ่านซึ่งประชาชนชาวอินเดียจะใช้แม่น้ำนี้ในการทำพิธีกรรมทางศาสนาตามความเชื่อของพวกเขาโดยชื่อของแม่น้ำนั้นตั้งตามพระนามของพระแม่คงคา พระชายาของพระศิวะ ผู้ที่ปกป้องรักษาแม่น้ำแห่งนี้นอกจากนี้พระแม่คงคายังเป็นที่นับถือของชาวพุทธเช่น ไทย และอื่นๆอีกด้วยซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ปกป้องผืนน้ำ ซึ่งชาวฮินดูจะใช้แม่น้ำนี้ในการอาบ ชำระร่างกาย ตามความเชื่อว่าจะทำให้ร่างกายบริสุทธิ์นอกจากการอาบน้ำแล้ว ยังมีการใช้ล้างหน้า ดื่มกิน รวมถึงการเผาศพซึ่งจะนำเถ้ากระดูกของคนตายมาโปรยลงในแม่น้ำตามความเชื่อที่ว่าคนตายจะได้รับใช้พระแม่คงคา นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าแม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำสายหนึ่งที่มีมลพิษและความสกปรกมากที่สุดในโลก แต่ทว่าในปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์พบว่าในแม่น้ำคงคานั้นมีลักษณะพิเศษกว่าแม่น้ำอื่นๆบนโลก คือ มีปริมาณออกซิเจนในน้ำสูงและมีจุลินทรีย์ที่สามารถกินไวรัสรวมถึงเชื้อแบคทีเรียได้อีกด้วยซึ่งมาจากของเสียที่ปล่อยลงแม่น้ำ นั่นพบว่าแม่น้ำคงคาสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพปกติมากถึง 25 เท่า…

ทัชมาฮาล อนุสรณ์สถานความรักที่สวยงามที่สุดในโลก

ทัชมาฮาล เป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของอินเดียและจัดว่าเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่โดดเด่นที่สุดในโลก ทัชมาฮาลตั้งอยู่ที่เมืองอัครา ประเทศอินเดีย ถูกขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลกในปี พ.ศ. 2526 และได้รับการจัดว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ทัชมาฮาล ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักที่เกิดขึ้นกับมหาราชแห่งอินเดีย สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2174 หรือ ปี ค.ศ. 1631 ในสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมกุล สร้างขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรักที่มั่นคงต่อพระมเหสีของพระองค์ ซึ่งก่อนจะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ในช่วงที่พระองค์ยังเป็นเจ้าชายทรงหลงรักหญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งเป็นบุตรตรีของรัฐมนตรี ด้วยใจรักที่บริสุทธิ์ทั้งสองจึงอภิเสกสมรสในปี 1612 ต่อมาพระมเหสีได้สิ้นพระชนม์หลังให้กำเนิดทายาทองค์ที่ 14 ทำให้สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน โศกเศร้าเสียใจอย่างมากพระองค์จึงสร้างทัชมาฮาลเพื่อใช้เป็นอนุสรณ์สถานรำลึกถึงความรักที่มีต่อพระมเหสีของพระองค์ จากข้อมูลทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน ทรงสูญเสียราชสมบัติส่วนใหญ่เพื่อใช้ในการสร้างอนุสรณ์แห่งความรักนี้จนทายาทของพระองค์ตั้งจำจองพระองค์ในที่แห่งนี้ ตามตำนานกล่าวว่าพระองค์ถูกจองจำเป็นเวลา 8 ปี จนกระทั่งสวรรคตในปี 1666 โดยมีเรื่องเล่าว่าพระองค์หยิบเศษกระจกภายในและปลิดพระชนม์ชีพของตัวเอง โดยพระศพของพระองค์ถูกฝังในทัชมาฮาล เคียงข้างพระมเหสีซึ่งพระองค์ไม่เคยลืม ปัจจุบันทัชมาฮาลเป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นมากแห่งหนึ่งของอินเดียเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก…

ป้อมแดง

ป้อมแดง หรือ ลา คิลลาห์ หรือลาล คิลา เป็นป้อมปราการที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17  ในสมัยจักรวรรดิโมกุล สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน ซึ่งตั้งอยู่ภายในเขตกำแพงเมืองของเดลีเก่า ปัจจุบันป้อมแดงตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของเมืองเดลี ในสมัยก่อนป้อมแดงถูกใช้เป็นสถานที่ประทับของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมกุลนอกจากนี้ยังสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองหลวงในรัชสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน ซึ่งในตอนนั้นถูกใช้ชื่อว่า ชาห์ชะฮันนาบาด ซึ่งจุดประสงค์ของพระองค์เพื่อสร้างให้เป็นสถานที่ที่มีความสวยงามและความอลังกาลบ่งบอกถึงเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในประเทศในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่ประทับส่วนพระองค์เมื่อเสด็จมายังเมืองนี้ซึ่งพระองค์ทรงพอพระทัยอย่างมาก ป้อมแดงถูกใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน จนถึงปี 1857 เป็นช่วงการปกครองโดยรัฐบาลอินเดียซึ่ง สมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน เสด็จลี้ภัยจากรัฐบาลของบริติชอินเดีย ป้อมแดงตั้งอยู่ริมแม่น้ำยมุนา ซึ่งเป็นที่มาของน้ำภายในคูเมืองโดยรอบกำแพงเมืองของป้อมบริเวณกำแพงเมืองทางมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั้นติดกับป้อมที่เก่ากว่า มีชื่อว่า “ป้อมซาลิมการห์” สร้างในรัชสมัยของสุลต่านอิสลามชาห์สุรี ในปีค.ศ. 1546 โดยการก่อสร้างป้อมแดงนั้นใช้เวลาตั้งแต่ค.ศ. 1638 จนถึงเสร็จสิ้นเมื่อค.ศ. 1648 ต่อมาได้มีการปรับปรุงต่อเติมครั้งใหญ่ๆในรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิออรังเซพ และประปรายในรัชสมัยถัดๆมา ในปัจจุบันป้อมแดงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยองค์การยูเนสโก ในปีค.ศ. 2007…

ชาของประเทศอินเดียหอมๆ

 ชาวอินเดียเป็นชนชาติหนึ่งในภูมิภาคเอเชียที่นิยมการดื่มชา ไม่อากาศว่าจะหนาวหรือร้อนเพียงใดก็ตาม เวลาบ่ายแก่ๆ ของวันก็ยังเป็นเวลาน้ำชาของพวกเขา ความนิยมในการดื่มชาของคนอินเดียคงจะประมาณได้จากจำนวนร้านขายน้ำชาที่มีอยู่บนถนนแทบจะทุกสายในอินเดีย หรือแม้แต่ร้านขายชาผงที่ในแต่ละวัน จะมีคนเข้าแถวรอซื้อกันยาวเหยียดเหมือนของได้เปล่า คอชาคงมีความสุขถ้าได้ไปอินเดียเพราะสามารถหาชาที่มีรสชาติดีดื่มได้ง่ายแถมราคาถูกอีกด้วย แต่คงเป็นความทุกข์ของคอกาแฟเพราะร้านกาแฟหายากมากอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

ท่านที่มีโอกาสได้ลองลิ้มชิมรสชาอินเดียคงจะไม่ปฏิเสธว่าชาอินเดียมีรสชาติดี ไม่แพ้ชาที่อื่นๆในโลก แต่สำหรับท่านที่ไม่มีโอกาสได้ไปชิมชาที่อินเดียก็ไม่เป็นไร เพราะวันนี้เราจะแนะนำวิธีการชงชาให้อร่อยในแบบของอินเดีย ก่อนจะชงชาแบบอินเดีย เราควรเตรียม…

ส่วนผสมให้พร้อมเสียก่อนซึ่งก็ ได้แก่

  1. ชา คุณภาพดี ชาที่ใช้ถ้าจะให้อร่อยแบบต้นตำรับควรเป็นชาดำ จะเป็นชาผง หรือว่าชาใบ ก็ได้ เช่น ชาดาร์จีลิ่ง (Darjeeing) หรือ ชาอัสสัม (Assam)
  2. นมสด
  3. น้ำเปล่า (ถ้าต้อง)
  4. ขิงสด
  5. เครื่องเทศต่างๆ ได้แก่ ลูกกระวานเทศ, อบเชย, เม็ดยี่หร่า, เม็ดพริกไทยดำ, กานพลู

เมื่อรู้จักส่วนผสมครบแล้วเราก็เริ่มลงมือทำ

  1. เริ่มด้วยการต้มนมที่ผสมกับน้ำในอัตราส่วนประมาณ 2:1 ส่วน ที่ต้องผสมน้ำลงไปก็เพราะ ไม่ต้องการให้ชาที่ชงได้ข้นมากจนเกินไปนั่นเอง (แต่ถ้าต้องการดื่มชาที่มีความเข้มข้นของนม ก็สามารถต้มนมอย่างเดียวโดยไม่ต้องผสมน้ำได้เหมือนกัน)
  2. เมื่อนมเดือดได้ที่ดีก็เติมผงชาลงไปประมาณ 2 – 3 ช้อนชา หรือถ้าใครชอบชาแก่ๆ ก็ใส่ผงชาลงไปอีกได้ เคล็ดลับที่ไม่ควรลืมในขั้นตอนนี้ก็คือ ต้องรอให้นมที่ต้มเดือดได้ที่ก่อนจึงใส่ผงชาลงไป มิฉะนั้นชาจะไม่แตกตัวซึ่งจะทำให้เสียรสชาติ
  3. พอชาแตกตัวดีซึ่งก็สังเกตได้จากสีของน้ำนม จะเริ่มกลายเป็นสีออกนั้นตาลของชา คุณก็ใส่น้ำตาล หรือน้ำผึ้ง ลงไปมากน้อยตามต้องการ
  4. จากนั้นก็หรี่ไฟแล้วคนจนน้ำตาลละลาย ต่อจากนี้เป็นสูตรเด็ดเคล็ดลับขั้นสุดท้าย คือเพิ่มไฟให้แรงอีกนิดใส่ ขิงทุบ และเครื่องเทศที่ทุบแล้ว ลงไปแล้วรอจนชาเดือดแรงๆ อีก 2-3 ครั้ง เพื่อให้กลิ่นของ ขิง และเครื่องเทศ ออกมาปนกับชา
  5. จากนั้นหรี่ไฟแล้วต้มต่อไปอีกประมาณ 2-3 นาทีก็ยกลงได้ ใช้ตระแกรงกรองผงชา ขิง และเครื่องเทศต่างๆออกให้หมด เท่านี้คุณก็จะได้ “ชาร้อน” หรือที่ชาวอินเดียเรียกว่า “ครัมจาย” ที่มีรสชาติหวานหอม กลมกล่อม ใช้ดื่มร่วมกับขนมไทย ขนมฝรั่ง เป็นของว่างยามบ่ายได้อย่างอร่อยไม่น้อยทีเดียว

ถึงแม้การชงชาแบบอินเดียจะมีขั้นตอนและเคล็ดลับยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ถ้าท่านได้ลองทำดูก็จะรู้ว่าชาที่ผ่านขั้นตอนการปรุงแต่งในแบบของอินเดีย มีรสชาติที่รับรองได้ว่าดีกว่าชาซองใส่นมสด หรือแม้แต่ชาผสมสำเร็จ ทรี อิน วัน ของไทยอย่างแน่นอน…